“งานหนักไม่เคยฆ่าคน” คำนี้คงไม่จริงอีกต่อไปแล้ว เพราะคนที่การทำงานหนักอาจเสียชีวิตได้ด้วยภาวะ Karoshi Syndrome โดยจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2564 พบว่า ใน 1 ปีมีคนเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจจากการทำงานหนักเกินไปถึง 7 แสนคน ซึ่งในปี 2565 กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับเรื่องที่ผู้คนทำงานหนักเกินไปเป็นอันดับที่ 7 ของโลก
Karoshi Syndrome คืออะไร
คาโรชิ ซินโดรม (Karoshi Syndrome) คือ โรคที่เกิดจากโหมงานหนักเกินไป เริ่มแรกจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ขาดสารอาหาร เครียดสะสม จนความดันโลหิตสูงขึ้น เส้นเลือดแข็งและหนาตัว ระดับไขมันในเลือดสูง มีภาวะเบาหวาน ลดภูมิคุ้มกัน เส้นเลือดแข็งและหนาตัว หลอดเลือดตีบ โรคทางหัวใจหรือโรคหลอดเลือดในสมองแตก อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้รู้สึกด้อยค่าตัวเอง กดดัน หดหู่ บางคนอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย
ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก ระบุว่าคนอายุ 45 - 74 ปี ที่ทำงานหนักจนเกินไป หรือมีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจถึง 42% และจากโรคเส้นเลือดในสมองถึง 19%
Checklist พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิด Karoshi Syndrome
- ทำงานเกินเวลาติดต่อกันเป็นเวลานาน เริ่มงานเร็ว กลับบ้านช้า
- เครียดตลอดเวลา หมกมุ่นเรื่องงาน ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น
- ทำงานที่มีความกดดันสูง
- ไม่มีโอกาสลางานหรือไม่สามารถลางานได้
- ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
- มีเวลาให้คนรอบตัวน้อยลง
- นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท ตื่นกลางดึก คิดเรื่องงานจนเก็บไปฝัน
- รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- หงุดหงิด โมโห ฉุนเฉียวง่าย
- ปวดหลัง ไหล่ สายตา คล้ายกับคนเป็นออฟฟิศซินโดรม
หากคุณเริ่มมีพฤติกรรม คุณสามารถป้องกันด้วยวิธีดังต่อไปนี้
- ไม่ทำงานหนักเกินพอดี ระหว่างทำงานควรพักสมองเป็นระยะระหว่างทำงาน รู้จักปล่อยวางความคิด
- ไม่ควรนำงานกลับมาทำที่บ้าน หากไม่จำเป็น
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หากนอนไม่หลับควรปรึกษาแพทย์
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเลิกสูบบุหรี่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ
- หาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัวหรือ ไปพบปะเพื่อนฝูง
- แบ่งเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรมที่ชอบ
- หากมีความจำเป็น อาจพิจารณาเปลี่ยนไปทำงานที่เหมาะกับตัวเองสม และงานไม่หนักเกินไปตัว
การทำงานมากเกินไปอาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและสุขภาพจิตใจของเรา เภสัชกรแนะนำว่าควรลองปรับสมดุลชีวิต อย่างการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละงาน และแบ่งเวลาในการทำงานกับเวลาพักให้ชัดเจน จะช่วยลดการโหมงานหนัก หรือหากเราไม่สามารถปรับตัวได้จริง ๆ ลองปรึกษาคนรอบตัวเพื่อหาทางออกให้กับปัญหานั้น ๆ อย่ารอให้เสียสุขภาพแล้วค่อยมาหาทางแก้ในภายหลัง เพราะอาจสายเกินไป
ผู้เขียน
สิราวรรณ ล้วนสุธรรม
เภสัชกร