หลายคนทราบอยู่แล้วว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อ แต่เนื่องจากโรคนี้มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ทำให้ญาติของผู้ป่วยเกิดความกังวลที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่เป็นไข้เลือดออก บ้างก็กลัวว่าหากทานอาหารร่วมกับผู้ป่วย หรือไอรดกันอาจทำให้ติดโรคไปด้วย แล้วความจริงเป็นอย่างไร การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยไข้เลือดออกต้องปฏิบัติตัวอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้ครับ
ไข้เลือดออกติดต่อกันอย่างไร ?
ก่อนอื่นขอตอบคำถามว่าไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อ แต่ว่าไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง ไข้เลือดออก (Dengue Fever) มีเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) เป็นเชื้อก่อโรค ติดต่อจากคนสู่คนโดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะ เมื่อมียุงลายไปดูดเลือดจากผู้ที่มีเชื้อไวรัส เชื้อก็จะฟักตัวและเพิ่มจำนวนอยู่ในตัวยุงลาย 8 - 12 วัน หลังจากนั้นเมื่อยุงลายไปกัดใครก็จะแพร่เชื้อไวรัสเดงกี และมีโอกาสที่ผู้ที่ถูกกัดติดไข้เลือดออก โดยยุงลายตัวเมียจะสามารถแพร่เชื้อได้ตลอดช่วงอายุของยุงตัวนั้นคือประมาณ 30 - 60 วัน
อีกช่องทางการติดเชื้อคือ การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก พบได้โดยเฉพาะกรณีที่มารดาป่วยในช่วงที่คลอดบุตร นอกจากนี้ ยังเคยมีการพบว่าทารกที่คลอดจากแม่ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก และติดเชื้อในช่วง 6 - 12 เดือน มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการวิกฤตทั้งมากดา และทารก
อาการของไข้เลือดออก
- ระยะไข้ 2 - 7 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หน้าแดง อาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา
- ระยะช็อค ระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ บางคนอาจมีความดันโลหิตต่ำ ช็อค และถึงขั้นเสียชีวิตได้ อาการในระยะนี้กินเวลา 24 - 48 ชั่วโมง ในผู้ป่วยไข้เลือดออกที่อาการไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดก็จะมีอาการดีขึ้น รับประทานอาหารได้ เข้าสู่ระยะฟื้นตัว
- ระยะฟื้นตัว อาการต่าง ๆ จะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามลำตัว
การรักษาโรคไข้เลือดออก
การรักษาโรคไข้เลือดออก ให้รักษาแบบประคับประคองตามอาการ โดยให้ยาลดไข้ แนะนำให้ใช้ยาพาราเซตามอล ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ หากอาการไม่ดีขึ้นให้พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ เมื่อผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีไข้สูง 4 - 5 วัน ซึ่งวันที่เป็นระยะวิกฤต/ช็อกจะตรงกับวันที่ไข้ลงหรือไข้ต่ำกว่าเดิม จึงพึงระลึกเสมอว่าวันที่ 3 ของโรค เป็นวันที่ผู้ป่วยมีโอกาสช็อกได้ และระหว่างที่ผู้ป่วยมีอาการช็อก จะมีสติดีสามารถพูดจาโต้ตอบได้ จะดูเหมือนผู้ป่วยที่มีแต่ความอ่อนเพลียเท่านั้น ให้รีบนำผู้ป่วยส่งต่อโรงพยาบาลทันที
การป้องกันโรคไข้เลือดออก
- ป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนในมุ้ง หรือทาโลชั่นป้องกันยุง
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน รวมทั้งบริเวณรอบ ๆ บ้าน
- ใส่ทรายอะเบท 1% ลงในตุ่มน้ำและภาชนะกักเก็บน้ำในอัตราส่วน 10 กรัมต่อน้ำ 100 ลิตรควรเติมใหม่ทุก 2 - 3 เดือน น้ำที่ใส่ทรายอะเบทสามารถใช้ดื่มกินได้อย่างปลอดภัย
- เลี้ยงปลากินลูกน้ำในอ่างบัวหรือแหล่งน้ำอื่น ๆ
- ปิดฝาโอ่งหรือภาชนะอื่น ๆ ให้มิดชิด กำจัดลูกน้ำในภาชนะที่เก็บน้ำไว้ใช้ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูลงในจานรองขาตู้กับข้าวสัปดาห์ละครั้ง
ถึงแม้ว่าโรคไข้เลือดออกจะเป็นโรคติดต่อก็จริง แต่การไอรดกัน หรือทานข้าวร่วมกัน ไม่ได้ทำใหให้ติดไข้เลือดออก โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยไม่ให้โดนยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย หากติดเชื้อควรรีบปรึกาษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจ และรับการรักษาตามความรุนแรงของโรค
ผู้เขียน
ภก. ประณต เอี่ยมสุขมงคล
เภสัชกร